ผู้เขียน หัวข้อ: อาหารสายยางแบบปั่นผสมเอง (Blenderized Diet) ข้อดีและข้อควรระวัง  (อ่าน 21 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1323
  • เวบบอร์ดโพสขายฟรี
    • ดูรายละเอียด
อาหารสายยางแบบปั่นผสมเอง (Blenderized Diet) ข้อดีและข้อควรระวัง

การเลือกใช้ อาหารปั่นผสมเอง (Blenderized Diet) หรือซุปปั่นสำหรับผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง เป็นทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลนิยมทำกันมากครับ เพราะสามารถคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณค่าทางสารอาหารสูง เช่น การทำสูตรซุปไก่ปั่นเพิ่มโปรตีน หรือการใส่ผักสามสีตามที่ต้องการได้

แต่การทำอาหารประเภทนี้เองที่บ้าน ก็มีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยครับ


ข้อดีของอาหารสายยางแบบปั่นผสมเอง

1. คุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติ 100%
ผู้ป่วยจะได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุจากวัตถุดิบจริงธรรมชาติ (Whole Foods) ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์จากอกไก่หรือไข่ขาว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากฟักทองหรือมันฝรั่ง ซึ่งร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมได้ตามกลไกธรรมชาติ

2. ปรับสูตรให้เหมาะกับโรคเฉพาะบุคคลได้
ผู้ดูแลสามารถปรับสัดส่วนสารอาหารให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของผู้ป่วยได้ง่าย เช่น หากต้องการสร้างกล้ามเนื้อหรือแผลหายเร็ว ก็สามารถเน้นสูตร "เพิ่มโปรตีน" ได้ หรือหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ก็สามารถเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำและงดการเติมน้ำตาลได้ครับ

3. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
เนื่องจากอาหารปั่นผสมเองจะยังคงมีใยอาหาร (Fiber) จากผักและผลไม้ธรรมชาติหลงเหลืออยู่ (แม้จะผ่านการกรองแล้ว) ซึ่งใยอาหารเหล่านี้จะช่วยปรับสมดุลของลำไส้ ลดปัญหาอาการท้องผูกหรือท้องเสียในผู้ป่วยได้ดีกว่าการกินอาหารสูตรสำเร็จรูปบางชนิด

4. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
เมื่อเทียบกับอาหารสูตรสำเร็จรูปทางการแพทย์ (Commercial Formula) ที่มีราคาสูง การซื้อวัตถุดิบสดมาต้มและปั่นเองที่บ้านจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้อย่างมากครับ


ข้อควรระวังที่ต้องเข้มงวด (ความปลอดภัยสำคัญที่สุด)

1. ความสะอาดและการปนเปื้อน (เสี่ยงท้องเสีย)
นี่คือความเสี่ยงที่สูงสุดครับ อาหารปั่นเองบูดเสียได้ง่ายมาก หากขั้นตอนการเตรียม ล้างเครื่องครัว หรือภาชนะไม่สะอาดพอ อาจทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในทางเดินอาหารและท้องเสียรุนแรงได้

แนวทางแก้ไข: อุปกรณ์ทุกชิ้น (เครื่องปั่น, ตะแกรงกรอง, สายยาง) ต้องต้มฆ่าเชื้อหรือล้างให้สะอาดเอี่ยม และอาหารที่ปั่นเสร็จแล้วหากยังไม่กินต้องรีบเก็บเข้าตู้เย็นทันที และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง


2. ปัญหาการอุดตันของสายยาง (Tube Clogging)
เนื้อสัมผัสของอาหารปั่นเองมักมีความหนืดและมีกากใยมากกว่าอาหารสำเร็จรูป หากปั่นไม่ละเอียดพอ เศษเนื้อไก่หรือกากผักจะเข้าไปอุดตันในสายยาง ทำให้ให้อาหารไม่ได้และอาจต้องพาผู้ป่วยไปเปลี่ยนสายยางใหม่ที่โรงพยาบาล

แนวทางแก้ไข: ต้องใช้เครื่องปั่นกำลังไฟสูง และ ต้องกรองผ่านตะแกรงตาถี่เสมอ เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดเป็นเนื้อครีมเหลว


3. พลังงานและสารอาหารอาจไม่คงที่
การทำเองในแต่ละหม้อ น้ำหนักของวัตถุดิบ ความข้นเหนียว หรือปริมาณน้ำที่เติมลงไปอาจไม่เท่ากันในแต่ละวัน ทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับพลังงาน (Calories) หรือโปรตีนขาดหรือเกินในบางมื้อ

แนวทางแก้ไข: ควรมีตาชั่งดิจิทัลจิ๋วไว้ชั่งน้ำหนักวัตถุดิบ (เช่น อกไก่กี่กรัม, ฟักทองกี่กรัม) เพื่อให้ได้มาตรฐานของสารอาหารที่ใกล้เคียงกันในทุกๆ วัน


4. ความหนืดและปริมาตรที่มากเกินไป
บางครั้งเพื่อให้ได้สารอาหารครบ ผู้ดูแลอาจใส่สมุนไพรหรือผักเยอะจนอาหารข้นเกินไป ทำให้ไหลผ่านสายยางยากด้วยแรงโน้มถ่วง หรือหากเติมน้ำเยอะไป ปริมาตรอาหารก็เยอะเกินจนผู้ป่วยทานไม่หมดและแน่นท้อง

แนวทางแก้ไข: คอยสังเกตความหนืดให้อยู่ในระดับที่ไหลได้สะดวก และแบ่งป้อนเป็นมื้อย่อยๆ ตามที่แพทย์หรือนักโภชนาการแนะนำครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 13:43:47 โดย siritidaphon »