ควรสังเกตให้ดี ภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารสายยางการสังเกตภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารทางสายยางเป็นหน้าที่สำคัญมากของผู้ดูแล เพราะผู้ป่วยมักไม่สามารถบอกความผิดปกติได้ด้วยตนเอง หากสังเกตเห็นเร็วจะช่วยลดอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ครับ
ภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและวิธีสังเกตครับ:
1. ภาวะสำลักลงปอด (Aspiration) – อันตรายที่สุด
มักเกิดจากอาหารไหลย้อนจากกระเพาะขึ้นมาเข้าหลอดลม หรือสายยางเลื่อนตำแหน่ง
อาการที่ต้องสังเกต: ไออย่างรุนแรงขณะให้อาหาร, หายใจหอบเหนื่อย, หน้าเขียว, มีเสียงครืดคราดในคอ หรือมีไข้สูงหลังให้อาหาร (ปอดอักเสบ)
วิธีป้องกัน: ต้องยกหัวสูง 30-45 องศาขณะให้และหลังให้ 1 ชม. และเช็กตำแหน่งสายทุกครั้ง
2. อาหารค้างในกระเพาะมากเกินไป (Gastric Retention)
เกิดจากระบบย่อยอาหารทำงานช้า หรือผู้ป่วยมีอาการป่วยอื่นแทรกแซง
อาการที่ต้องสังเกต: ท้องอืดตึง, ดูดเช็กอาหารค้าง (Residual) แล้วเหลือเกิน 100-150 ml, ผู้ป่วยคลื่นไส้หรืออาเจียน
วิธีปฏิบัติ: หากพบอาหารค้างมาก ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไป 1 ชม. และสังเกตว่ามื้อถัดไปลดลงหรือไม่
3. ปัญหาการขับถ่าย (Diarrhea & Constipation)
ท้องเสีย: สังเกตว่าถ่ายเหลวเกิน 3 ครั้งต่อวันหรือไม่ มักเกิดจากอาหารไม่สะอาด, อาหารเย็นจัด, หรือให้เร็วเกินไป
ท้องผูก: หากไม่ถ่ายเกิน 3 วัน อาจเกิดจากการได้รับน้ำไม่พอหรือใยอาหารน้อยเกินไป
4. สายยางอุดตัน (Tube Clogging)
อาการที่ต้องสังเกต: ดันน้ำหรืออาหารไม่เข้า หรือรู้สึกว่าต้องใช้แรงดันมหาศาล
วิธีป้องกัน: ต้องล้างสาย (Flush) ด้วยน้ำเปล่า 30-50 ml ทั้ง ก่อนและหลัง ให้อาหารหรือยา "ทุกครั้ง" ห้ามละเลย
5. ปัญหาบริเวณที่ใส่สาย (Local Complications)
ทางจมูก: สังเกตแผลกดทับที่ปีกจมูก (ผิวหนังแดงหรือถลอกลึก), เลือดกำเดาไหล หรือมีอาการปวดไซนัส
ทางหน้าท้อง: สังเกตผิวหนังรอบรูเปิดว่า แดง บวม มีหนอง หรือมีเนื้อนูนผิดปกติ (Granuloma) หรือมีอาหารรั่วซึมออกมาหรือไม่
🚨 สัญญาณอันตรายที่ต้อง "ไปโรงพยาบาลทันที"
ไอ หน้าเขียว หรือหอบเหนื่อย ขณะหรือหลังให้อาหาร
ดูดได้เลือดสดๆ ออกมาจากสายยาง
สายยางหลุดออก (ห้ามพยายามใส่กลับเอง เพราะอาจเข้าหลอดลมหรือผิดช่องทาง)
มีไข้สูง หนาวสั่น โดยไม่ทราบสาเหตุ
ท้องแข็งตึงรุนแรง และผู้ป่วยดูเจ็บปวดกระสับกระส่าย
คำแนะนำเพิ่มเติม: ควรทำบันทึกประจำวันไว้ครับ เช่น ปริมาณอาหารค้างในแต่ละมื้อ ลักษณะการขับถ่าย และสภาพผิวหนังรอบสายยาง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและปรับสูตรอาหารได้แม่นยำขึ้นครับ