ผู้เขียน หัวข้อ: ผู้ป่วยที่มีอาการไอ สามารถให้อาหารสายยางได้หรือไม่  (อ่าน 14 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1123
  • เวบบอร์ดโพสขายฟรี
    • ดูรายละเอียด
ผู้ป่วยที่มีอาการไอ สามารถให้อาหารสายยางได้หรือไม่

คำตอบคือ "ให้ได้ครับ แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องประเมินลักษณะการไออย่างละเอียด" เพราะความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือการ "สำลักอาหารเข้าปอด" (Aspiration) ซึ่งอาจทำให้เกิดปอดอักเสบติดเชื้อได้ครับ

แนวทางปฏิบัติหากผู้ป่วยมีอาการไอครับ

1. ประเมิน "ลักษณะการไอ" ก่อนเริ่มให้
ถ้าไอเป็นพักๆ (มีเสมหะทั่วไป): ให้ทำการ ดูดเสมหะ (Suction) หรือเคาะปอดให้ผู้ป่วยไอเอาเสมหะออกให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งที่สุด

ถ้าไอต่อเนื่องไม่หยุดหรือหอบเหนื่อย: "ควรเลื่อน" มื้ออาหารออกไปก่อน จนกว่าอาการไอจะสงบลง เพราะการไอแรงๆ จะเพิ่มความดันในช่องท้อง ทำให้อาหารขย้อนกลับขึ้นมาและสำลักเข้าทางเดินหายใจได้


2. เทคนิคการให้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไอ
หากจำเป็นต้องให้ขณะที่ผู้ป่วยยังมีอาการไอประปราย ให้ปรับวิธีดังนี้ครับ:

เพิ่มความสูงของเตียง: จากปกติ 30-45 องศา ให้ปรับเป็น 45-60 องศา (เกือบอยู่ในท่านั่ง) เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยกันอาหารขย้อน

ให้อาหารช้าลง: ลดระดับความสูงของกระบอกให้อาหารลง เพื่อให้อาหารค่อยๆ ไหลเข้าสู่กระเพาะทีละน้อย ลดแรงดันในกระเพาะอาหาร

แบ่งมื้ออาหาร: หากไอมากจนกินมื้อใหญ่ไม่ไหว อาจปรึกษาคุณหมอเพื่อแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่บ่อยขึ้น (Small Frequent Meals)


3. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ห้ามให้ขณะกำลังไอ: หากผู้ป่วยเกิดอาการไอระหว่างที่กำลังให้อาหาร ให้ "พับสายยางทันที" เพื่อหยุดอาหาร และรอจนกว่าอาการไอจะหยุดสนิทจึงเริ่มให้ต่อช้าๆ

ห้ามดูดเสมหะทันทีหลังให้อาหาร: เพราะการดูดเสมหะจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยขย้อนและอาเจียนอาหารที่เพิ่งได้รับเข้าไปออกมาได้ (ควรดูดก่อนให้ หรือรอหลังให้เสร็จอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง)


⚠️ สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์

หากผู้ป่วยไอร่วมกับอาการเหล่านี้ อาจหมายถึงมีการสำลักเกิดขึ้นแล้ว:

ไอไปด้วยและมี หน้าเขียวคล้ำ หรือปลายมือปลายเท้าเขียว

มีเสียงครืดคราดในคอหรือหน้าอกตลอดเวลาหลังให้อาหาร

มีไข้สูงเฉียบพลันหลังจากเริ่มให้อาหารทางสายยาง


💡 สรุปคำแนะนำ
"ทางเดินหายใจต้องโล่งก่อนทางเดินอาหาร" เสมอครับ หากผู้ป่วยไอจนเหนื่อยหอบ หรือไอแล้วมีสีหน้าเปลี่ยนไป แนะนำให้งดมื้อนั้นและปรึกษาพยาบาลหรือคุณหมอทันทีเพื่อความปลอดภัยครับ